ประกันชีวิต

ประกันชีวิต (Life insurance)

ตามการกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประกันชีวิต คือ สัญญาประกันภัยที่บริษัทประกันชีวิตตกลงจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งที่แน่นอน (เรียกว่า จำนวนเงินเอาประกันภัย) ให้แก่ผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลง หรือเมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนถึงครบกำหนดตามสัญญา โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา

ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในประเทศไทย โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทหลักๆ ดังนี้:

1. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance):
ลักษณะ: ให้ความคุ้มครองชีวิตในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด บริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ หากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง สัญญาจะสิ้นสุดลงโดยไม่มีมูลค่าเงินสดคืน (ยกเว้นบางแบบที่มีเบี้ยประกันคืน)
ข้อดี: เบี้ยประกันภัยต่ำเมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองสูงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือมีงบประมาณจำกัด เช่น ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวและมีภาระหนี้สิน

2. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance):
ลักษณะ: ให้ความคุ้มครองชีวิตตลอดชีพ หรือจนถึงอายุ 90 หรือ 99 ปี (แล้วแต่แบบประกัน) บริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ไม่ว่าจะเสียชีวิตเมื่อใดก็ตาม
ข้อดี: สร้างหลักประกันระยะยาวให้ครอบครัว มีมูลค่าเงินสดสะสมในกรมธรรม์ ซึ่งสามารถนำมาใช้ยามจำเป็นได้ เช่น กู้ยืม หรือเวนคืนกรมธรรม์

3. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance):
ลักษณะ: เป็นการผสมผสานระหว่างความคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน บริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์เมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญา โดยระหว่างสัญญาก็อาจมีเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนดด้วย
ข้อดี: ช่วยสร้างวินัยในการออม มีเงินก้อนคืนเมื่อครบกำหนดสัญญาพร้อมความคุ้มครองชีวิต เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินระยะกลางถึงยาว และต้องการความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วย

4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance):
ลักษณะ: เน้นการวางแผนเพื่อใช้เงินหลังเกษียณอายุ ผู้เอาประกันภัยจะชำระเบี้ยประกันภัยในช่วงระยะเวลาทำงาน และบริษัทประกันจะจ่ายเงินคืนเป็นรายงวด (เรียกว่า เงินบำนาญ) ให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อถึงวัยเกษียณตามที่กำหนดไว้ในสัญญา
ข้อดี: สร้างหลักประกันรายได้ที่แน่นอนหลังเกษียณ ช่วยให้สามารถวางแผนการเงินในวัยชราได้อย่างมั่นคง

5. ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment-Linked Life Insurance หรือ Unit-Linked):
ลักษณะ: เป็นประกันชีวิตที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิตและโอกาสในการลงทุน ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกจัดสรรเบี้ยประกันภัยส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ ที่บริษัทประกันจัดเตรียมไว้ให้ โดยผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนที่เลือก
ข้อดี: มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนและความคุ้มครองได้ มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันชีวิตแบบดั้งเดิม แต่ก็มีความเสี่ยงจากการลงทุนเช่นกัน

6. สัญญาเพิ่มเติม (Riders):
ลักษณะ: เป็นสัญญาที่ซื้อเพิ่มเติมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก เพื่อขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ (ค่ารักษาพยาบาล), สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองโรคร้ายแรง, สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองอุบัติเหตุ, หรือสัญญาเพิ่มเติมชดเชยรายได้
ข้อดี: ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงที่หลากหลายได้ในกรมธรรม์เดียว ทำให้ได้รับความคุ้มครองที่ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล

ข้อดีโดยรวมของการทำประกันชีวิต:

สร้างหลักประกันให้ครอบครัว: หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินก้อนเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หรือเป็นทุนการศึกษาบุตร ทำให้ครอบครัวไม่เดือดร้อน
เป็นเครื่องมือในการออมเงินและสร้างวินัยทางการเงิน: โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์และแบบบำนาญ
เป็นแหล่งเงินทุนยามฉุกเฉิน: กรมธรรม์ประกันชีวิตบางแบบมีมูลค่าเงินสดที่สามารถกู้ยืมมาใช้ได้
ช่วยในการวางแผนภาษี: เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
สร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว: ช่วยให้สามารถวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเพื่อการเกษียณ หรือการส่งต่อมรดก

ผลิตภัณฑ์ประกันภัย

ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

ประกันรถยนต์ประเภท 5 หรือที่เรียกกันว่า “2+ (2 พลัส)” และ “3+ (3 พลัส)” เป็นประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมในระดับที่น่าพอใจและมีค่าเบี้ยประกันที่สมเหตุสมผล โดยประกันประเภทนี้เป็นการผสมผสานความคุ้มครองของประกันประเภท 2 และ 3 เข้าด้วยกัน ความแตกต่างระหว่าง 2+ และ

ประกันภัยเบ็ดเตล็ด

ประกันป้ายโฆษณา หรือ ประกันภัยป้าย (Signage Insurance) เป็นสัญญาประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือสูญเสียที่เกิดขึ้นกับป้ายโฆษณา (รวมถึงป้ายไฟนีออน ป้ายบิลบอร์ด ป้ายบริษัท หรือป้ายอื่นๆ) ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยความเสียหายนั้นมักจะมาจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด เช่น ลมพายุ พายุลูกเห็บ วัตถุตกใส่ การชน การล้ม หรือความเสียหายจากไฟไหม้ **โดยสรุป

ประกันภัยเบ็ดเตล็ด

ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก คือ สัญญาประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย (ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดา บริษัท หรือองค์กร) สำหรับความรับผิดทางกฎหมายที่ผู้เอาประกันภัยต้องชดใช้ให้แก่บุคคลภายนอก อันเนื่องมาจากความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ซึ่งเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัย หรือการดำเนินกิจกรรมของผู้เอาประกันภัย **โดยสรุป ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกช่วยให้ผู้เอาประกันภัย:** * **ได้รับการชดเชยค่าเสียหายที่ต้องจ่ายให้แก่บุคคลภายนอก:** ช่วยลดภาระทางการเงินจำนวนมากที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย * **คุ้มครองค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย:** รวมถึงค่าทนายความ

ประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเล

ประกันภัยสำหรับตัวเรือเอง คุ้มครองเรือจากความเสียหายต่อโครงสร้างหรืออุปกรณ์ จากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่น ๆ วัตถุประกันภัย: ตัวเรือ (Hull) เครื่องยนต์เรือ อุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเรือ ขอบเขตความคุ้มครอง: ความเสียหายจากการชน, ล่ม, ติดสันดอน ไฟไหม้, ระเบิด การสูญหายโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วน การช่วยเหลือเรือ ประเภทของเรือที่รับประกัน: เรือพาณิชย์ เรือประมง

บริษัท คาเธ่ย์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด

เราเป็นที่ปรึกษาด้านประกันชีวิตและประกันวินาศภัยที่มุ่งเน้นความโปร่งใส เป็นธรรม และคัดสรรแผนประกันที่เหมาะกับคุณที่สุด

สนใจประกันนี้? ให้เราติดต่อคุณกลับ

ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันนี้